Login
| ตำนานแห่งบรรพกาล ณ ปากบารา |
|
|
|
| เขียนโดย Administrator |
| วันอังคารที่ 29 มีนาคม 2011 เวลา 13:33 น. |
|
by Sakanan Plathong on Tuesday, March 8, 2011
(ภาพจากอาลาดีน ปากบารา)
ในเอกสารนำเสนอพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก อ.ศศิน เฉลิมลาภ เขียนถึงเรื่องธรณีวิทยาของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา และชายฝั่งจังหวัดสตูลไว้อย่างน่าสนใจว่า “ในทางวิชาการ ชั้นหินตลอดชายฝั่งและภูเขาหลายลูก รวมถึงเกาะในทะเล เช่น เกาะเขาใหญ่มีความสำคัญในเชิงธรณีวิทยาเป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นชั้นหินที่พบซากดึกดำบรรพ์เป็นจำนวนมาก บริเวณนี้ไม่มีการแทรกดันของมวลหินแกรนิต หรือการแปรสภาพจากแรงกระทำทางเทคโทนิคมากนัก ทำให้หลักฐานของซากดึกดำบรรพ์ไม่ถูกทำลายไปและมีโอกาสในการศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้อีกมาก” ผมเดินไปสืบเรื่องราวจากพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาสยามบรมราชกุมารี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ในสมัยบรรพกาล ณ มหายุคพาลีโอโซอิก ซึ่งเริ่มต้นด้วยยุคพรีแคมเบรียน เมื่อ 540– 480 ล้านที่แล้ว เป็นยุคที่เริ่มมีสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง แต่มีเปลือกแข็งห่อหุ้มตัวหลายชนิด เช่น ไทรโลไบท์ นอติลอยด์ หอยทะเล และรวมถึงปะการังซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างหินปูนเป็นโครงสร้างค้ำจุนร่างกาย ได้เจริญเติบโตแพร่หลายอย่างมากในยุคนี้ ที่เกาะตะรุเตา จังหวัดสตูล มีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ในยุคนี้ คือ ไทรโลไบท์ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของแมงดาทะเลในปัจจุบัน สำหรับนักธรณีวิทยา เราทราบกันดีว่าที่เกาะตะรุเตา เป็นแหล่งซากดึกดำบรรพ์ของสัตว์ทะเลโบราณที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ฟอสซิลไทรโลไบท์ที่เกาะตะรุเตามีอายุประมาณ 500 ล้านปีมาแล้ว แต่มีน้อยคนที่จะรู้ว่า เกาะและภูเขาหลายลูกในเขตอำเภอละงู และทุ่งหว้า ก็เป็นแหล่งฟอสซิลที่สำคัญของโลกเช่นเดียวกัน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการค้นพบแหล่งฟอสซิลจำนวนมากในเขตอำเภอละงู และอำเภอทุ่งหว้า ซึ่งประกอบไปด้วยสัตว์ทะเลโบราณในยุคแคมเบรียน ออโดวิเชียน และไซรูเลียน ที่อาศัยอยในบริเวณนี้เมื่อประมาณ 400 ถึง 500 ล้านปีที่แล้ว ได้แก่ แอมโมไนท์ (หอยงวงช้างโบราณ) ไทรโลไบท์ (แมงดาทะเลโบราณ) หอยงาช้างโบราณ หอยตะเกียง พลับพลึงทะเล หอยโข่งทะเล และอีกสารพัดสัตว์ทะเลโบราณ เรื่องราวทางธรณีวิทยาของพื้นที่อำเภอละงู และทุ่งหว้า ยังต้องการการศึกษาค้นคว้าอีกมาก เรายังมีนักธรณีวิทยา และนักวิทยาศาสตร์ด้านฟอสซิลน้อยเกินไป สิ่งที่น่าภูมิใจคือ กลุ่มครูและนักเรียนที่โรงเรียนกำแพงวิทยา ได้เริ่มต้นศึกษา ค้นคว้าเรื่องราวของสัตว์ทะเลโบราณ ที่กลายเป็นฟอสซิลตามภูเขาต่างๆ ในบริเวณอำเภอละงู และจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ของโรงเรียน มีครูนก (ธรรมรัตน์ นุตะธีระ) เป็นผู้เริ่มต้นอย่างแข็งขันมาเป็นเวลานาน http://www.krunok.net/index2.php/?page_id=1249 แต่สิ่งที่น่าผิดหวัง คือ หน่วยงานภาครัฐ และจังหวัดกลับไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องเหล่านี้มากนัก ยังไม่มีมาตรการใดๆ ที่จะคุ้มครองฟอสซิลเหล่านี้ แม้ว่า เราจะมีพระราชบัญญัติคุ้มครองซากดึกดำบรรพ์ พ.ศ. 2551 แล้วก็ตาม ในขณะที่เกาะลังกาวี ของประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นแนวหินในยุคเดียวกัน เขาได้นำเสนอให้เป็นพื้นที่อุทยานทางธรณี (Geopark) ไปแล้ว ในห้วงเวลาที่การผลักดันจากภาครัฐ เพื่อให้เกิดการพัฒนาการขนส่งทางทะเลในพื้นที่ปากบารา กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ภูเขาหลายลูกที่เต็มไปด้วยซากฟอสซิล กลายเป็นเป้าหมายที่โครงการก่อสร้างต่างๆ ต้องการนำมาถมเป็นถนน อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และปัจจุบัน ภูเขาหลายลูกต่างทะยอยถูกระเบิดนำหินไปก่อสร้าง ทำถนนลูกแล้วลูกเล่า ฟอสซิลอันทรงคุณค่าที่หาไม่ได้ง่ายๆ กำลังถูกทำลายไปเรื่อยๆ น่าเสียดาย เรื่องราวที่ก่อกำเนิดมาเมื่อสี่ร้อยถึงห้าร้อยล้านกว่าปีที่แล้ว กำลังถูกทำลายลงภายในระยะเวลาไม่กี่ปีจากน้ำมือของมนุษย์ ผู้เชื่อว่าตัวเองสามารถสร้าง หรือเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้บนโลกใบนี้ เราอาจสร้าง หรือประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใดก็ได้ขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ และสมองอันปราดเปรื่องของมนุษย์ แต่เราไม่คงไม่สามารถสร้างสิ่งที่กำเนิดมาเมื่อหลายร้อยล้านปีที่แล้วให้กลับคืนมาได้ ตำนานแห่งบรรพกาล ณ บ้านปากบารา อย่าให้เหลือเพียงเรื่องราว และตัวอย่างในพิพิธภัณฑ์
(ภาพจากครูนก โรงเรียนกำแพงวิทยา)
|
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ 29 มีนาคม 2011 เวลา 13:35 น. |





